My First Experience with Nelson Mandela เมื่อฉันรู้จักกับ เนลสัน แมนเดล่า

Nelson Madela 70th Birthday Tribute Concert Ticket

Nelson Madela 70th Birthday Tribute Concert Ticket

ข่าวเนลสัน แมนเดล่าผู้นำที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลกได้จากไปอย่างสงบได้ทำให้ฉันหวนนึกไปถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา 25 ปีแล้ว แม้เหตุการณ์ที่จะเล่าวันนี้ไม่ใช่หัวข้อใหญ่ระดับโลกประมาณเสรีประชาธิปไตยหรือการต้านการเหยียดสีผิว แต่มันก็มีผลทางใจและเป็นความทรงจำดีๆที่ไม่เคยลืมของผู้หญิงคนหนึ่ง

ปี 1988 ระหว่างปิดเทอมมหาวิทยาลัยปีหนึ่งขึ้นปีสอง ฉันได้ไปเรียนภาษาอังกฤษภาคฤดูร้อนที่เมืองออกซ์ฟอร์ดประเทศอังกฤษ ช่วงวัยรุ่นฉันฟังเพลงฝรั่งเยอะมากและติดตามเอาจริงเอาจัง ยุค 80s คือยุคที่เพลงป็อปเบ่งบานและสวยงามอย่างไม่มียุคใดเหมือน โดยเฉพาะป๊อปฝั่งอังกฤษนั้นเฟื่องฟูเสนาะหูอย่างที่สุด การที่ได้ไปอยู่อังกฤษในช่วงกลางศตวรรษ 80s นั้นจึงเป็นความสุขและเป็นโชคดีที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตของฉัน ที่ได้ซึมซับดนตรีคุณภาพและเป็นพื้นฐานที่ติดตัวมาตลอด

และโชคสองชั้นที่ได้มาในฤดูร้อนปี 1988 นั้นก็คือการได้ไปชมคอนเสิร์ตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในโลกที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้จนทุกวันนี้อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ตอนนั้นนักร้องโปรดในใจที่ฉันคลั่งไคล้จะเป็นจะตายคือไบรอัน อดัมส์จากแคนาดา สมัยนั้นเมืองไทยหาคาสเซ็ต (ค่ะ เรายังฟังเทปคาสเซ็ตอยู่เลยตอนนั้น) และสินค้าต่างๆเกี่ยวกับศิลปินต่างชาติที่มีแฟนกลุ่มเฉพาะอย่างไบรอันยากมากๆ ฉันกว้านซื้อสะสมเทปเพลง ลองเพลย์ (ใช่ .. และบางทีเราก็เล่นแผ่นไวนิล) และสินค้าต่างๆไว้มากมาย แล้วอยู่ๆก็ได้ข่าวว่าจะมีคอนเสิร์ตที่สนามกีฬาเวมบลีย์ มีศิลปินดังๆเยอะมากและที่สำคัญ ไบรอัน อดัมส์ก็จะบินมาร่วมแจมด้วย ทันทีที่รู้ว่าจะได้ดูไบรอันตัวเป็นๆฉันก็ไม่คิดอะไรแล้ว ซื้อตั๋วทันที มีเพื่อนญี่ปุ่นที่โรงเรียนสองสามคนนัดจะไปด้วยกัน

ซื้อตั๋วแล้วถึงได้รู้ว่าตัวเองกำลังจะได้ไปคอนเสิร์ตที่ยิ่งใหญ่อลังการมากๆ จัดแสดงถึง 11 ชั่วโมงยาวรวด! เป็นไงล่ะ รายชื่อศิลปินที่จะขึ้นเวทีฟังแล้วขนลุก ยิ่งใหญ่กว่าไบรอันเยอะ เช่น สติง จอร์จ ไมเคิล เว็ทเว็ทเว็ท สตีวี วันเดอร์ ยูริธมิคส์ ฟิล คอลลินส์ วิทนีย์ ฮิวสตัน โจ คอกเกอร์ นาตาลี โคล บีจีส์ แจ็คสัน บราวน์ ปีเตอร์ เกเบรียล ยูบีฟอร์ตี้ ซิมเปิ้ลไมนดส์ และที่สำคัญ วงไดร์สเตรทส์ที่จะมีอีริค แคลปตันมาเป็นมือกีร์ต้าร์ให้ โอ๊ย ขนลุกซู่ๆๆ

คอนเสิร์ตนั้นมีชื่อว่า The Nelson Mandela 70th Birthday Tribute หรือบางคนเรียกว่า Free Nelson Mandela Concert มีการถ่ายทอดไปยัง 67 ประเทศและมีผู้ชมถึง 600 ล้านคน

นั่นเป็นครั้งแรกที่เด็กผู้หญิงอายุ 18 คนหนึ่งได้รู้จักชื่อของมหาบุรุษเนลสัน แมนเดล่า เป็นครั้งแรก สงสัยเหลือเกินว่าเขาเป็นใคร ทำไมศิลปินขั้นเทพทั่วโลกถึงมารวมตัวกันจัดคอนเสิร์ตให้อย่างอลังการขนาดนี้ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ไปค้นข้อมูลเท่าที่วัยรุ่นคนหนึ่งจะเข้าใจได้เพียงเบื้องต้น ว่านั่นคือคอนเสิร์ตเพื่อเป็นการปลุกกระแสให้ปล่อยเนลสัน แมนเดล่า (และนักโทษการเมืองของแอฟริกาใต้คนอื่นๆ) ออกจากคุกเร็วกว่ากำหนด และเป็นการกดดันประเทศแอฟริกาใต้ให้ยุติเรื่องการเหยียดผิว แต่เนื่องจากถ้าคอนเสิร์ตจะตั้งชื่อหรือจัดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนว่าเป็นเรื่องการเมือง ก็จะไม่สามารถออกอากาศได้ทั่วโลก และเป็นข้อจำกัดในการเข้าร่วมและสปอนเซอร์ของหลายคน จึงต้องเรียกให้เป็นแรงบันดาลใจทางบวก ปีนั้นเป็นปีที่แมนเดล่าอายุครบ 70 ปีพอดี ผู้จัดจึงตกลงให้คอนเซ็ปต์เป็นการฉลองวันเกิดอายุ 70 ปีของแมนเดล่าในฐานะผู้นำการยกเลิกเรื่องการเหยียดสีผิวของแอฟริกาใต้และเรียกร้องให้ปล่อยเขาออกจากคุก
นั่นคือครั้งแรกที่ฉันได้รู้จักกับเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ของแมนเดล่า ซึ่งทำให้เมื่อโตขึ้นมา และได้มีโอกาสไปทำงานที่ประเทศแอฟริกาใต้หลายครั้ง ฉันจึงมีความสนใจและเพิ่มความศรัทธานับถือผู้นำผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ของโลกมาโดยตลอด แต่วันนี้ขอเล่าเพียงเรื่องราวน่าประทับใจเกี่ยวกับคอนเสิร์ตเท่านั้น

วันที่ 10 มิถุนายน 1988 ฉันนั่งรถประจำทางจากเมืองอ๊อกซ์ฟอร์ดคนเดียวเข้าลอนดอน ไปนอนพักที่หอของ ก.พ. ในสถานทูตไทยตามปกติเพื่อจะได้ไปสนามเวมบลีย์ได้ง่ายๆตอนเช้าวันที่ 11 ฉันเป็นเด็กวัยรุ่นผู้หญิงตัวเล็กแต่ลุยเดี่ยวคนเดียวเพราะแรงจูงใจคือคอนเสิร์ตที่ยิ่งใหญ่มาก และไบรอัน อดัมส์ อะไรก็เอาไว้ไม่อยู่ เงินก็มีติดตัวนิดเดียว นั่งรถไฟใต้ดินไปเวมบลีย์ นัดเพื่อนญี่ปุ่นไว้ที่คอนเสิร์ต สมัยนั้นไม่มีโทรศัพท์มือถือ คนเป็นหมื่นไม่รู้หากันเจอได้อย่างไร เจอเพื่อนแล้วดีใจมากๆ หาที่เหมาะปักหลักชมคอนเสิร์ตได้บนอัฒจันทร์เพราะเราตัวเตี้ยกันหมดไม่สามารถยืนดูตรงกลางลานได้ เชื่อหรือไม่ว่ายืนยาว 12 ชั่วโมง ไม่ได้นั่งไม่ได้เข้าห้องน้ำไม่ได้กินอะไรเลย จากเที่ยงวันถึงเที่ยงคืน ดูคอนเสิร์ตอย่างตื่นตาตื่นใจตลอดเหมือนเสพเท่าไรก็ไม่สุด เทพทั้งนั้น ที่ฉันจำได้จากความทรงจำและไดอารี่ที่ตอนนั้นเขียนทุกวันก็คือ ตอนที่จอร์จ ไมเคิลออกมาร้อง (แต่จำเพลงไม่ได้เพราะไม่ใช่ท็อปชาร์ต) จำแอนนี่ เลนน็อกซ์ผมสีเงินจากยูริธมิคส์ร้อง There Must Be An Angel กับ Sweet Dreams ได้อย่างชัดเจน จำฟิล คอลลินส์ตีกลองพร้อมวงได้ ตอนเว็ทเว็ทเว็ทออกก็จำได้ว่ากรี๊ดแทบเส้นเสียงแตก ตอนนั้นกำลังดังขั้นพีคสุด กับเพลงติดชาร์ทอันดับหนึ่งครั้งแรกในปี 1988 นั้นเองคือ With a Little Help From My Friends แม้จะไม่ได้เล่นเพลงนี้ที่คอนเสิร์ต จำบีจีส์ร้อง You Win Again และยูบีโฟร์ตี้โชว์ I Got you Babe ได้ เจ๊วิทนีย์ร้องหลายเพลงมาก จริงๆพวกศิลปินเทพตัวจริงฝั่งอังกฤษเค้าไม่อยากให้เจ๊มาร่วมเท่าไร แต่ผู้จัดยืนยันว่าต้องเอาเจ๊มาเรียกแขกเนื่องจากชื่อเนลสันแมนเดล่ายังไม่เป็นที่รู้จักในหลายประเทศ เจ๊เลยจัดมาแต่ท็อปฮิตเช่น Didn’t We Almost Have It All. Where do Broken Hearts Go. How Will I Know. I Wanna Dance with Somebody. Greatest Love of All. ที่จำได้แม่นอีกคนคือสตีวี่ วันเดอร์ใส่แว่นดำส่ายหัวด่อกแด่กร้อง I Just Called to Say I Love You และแน่นอนที่จำได้ไม่ลืมเพราะเป็นพระเอกที่ทำให้ฉันได้มาคอนเสิร์ตอันยิ่งใหญ่นี้คือไบรอัน อดัมส์ที่มาร้องตอนกลางๆคอนเสิร์ตด้วยเพลง Somebody

และใกล้เที่ยงคืนก่อนเพลงสุดท้ายของคอนเสิร์ต วงไดร์สเตรทส์ที่มีลุงเทวดาอีริค แคลปตันมาบรรเลงหลายเพลง ก็ได้ทำให้ทุกคนที่เวมบลีย์ขนลุกลืมหายใจด้วยเพลง Wonderful Tonight ก้องกังวานหวานกินใจกลางฟ้ากำมะหยี่สีดำ

คืนนั้นรถไฟใต้ดินเปิดให้คนเป็นหมื่นขึ้นฟรีกลับลอนดอน ฉันกลับเข้ามามาร์เบิ้ลอาร์ชขึ้นรถทัวร์กลับอ๊อกซ์ฟอร์ดคืนนั้น ถึงจะดึก ฉันก็ไม่ง่วง นั่งยิ้มมีความสุขกับมหากาพย์คอนเสิร์ตที่ไม่คาดคิดว่าจะได้เจอตลอดทาง ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้ฉันกลายเป็นสาวกเพลงยุค 80s อย่างเหนียวแน่นยิ่งขึ้นมาโดยตลอด ทุกวันนี้ยังฟังรวมฮิต 80s เกือบทุกวันไม่มีเบื่อ บอกได้เลยว่า ไม่มีเพลงป๊อปยุคไหนเป็นสีทองผ่องอำไพเท่ายุค 80s อีกแล้ว และต่อมาฉันยังได้ค้นพบว่ามีปรากฏการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นภายหลังกับวงการดนตรียุค 80s อันเป็นผลพวงจากคอนเสิร์ตนั้น หนึ่งคือการที่พอล ยังเอาเพลง Don’t Dream It’s Over ของ Crowded House มาร้องคัฟเวอร์บนเวทีคอนเสิร์ตแมนเดล่านี้ ปรากฎคนดูชอบมากจนเขาตัดสินใจเอามาใส่ในอัลบั้มปี 1991 ซึ่งเพลงนี้ก็ประสบความสำเร็จพุ่งขึ้นไปติดชาร์ตอย่างสวยงาม ถ้าเขาไม่ลองก็ไม่รู้ ฉันไม่นึกเลยว่า จะเป็นหนึ่งในผู้ชมที่ได้ฟังพอล ยังร้องเพลงนี้เป็นครั้งแรกที่เวมบลีย์ก่อนจะดัง อีกปรากฏการณ์ที่ชวนอึ้งกว่าก็คือ การแจ้งเกิดของเทรซี่ แชปแมนที่เกิดบนเวทีคอนเสิร์ตนี้นั่นเอง และเป็นบุญที่ได้อย่างไม่ตั้งใจจากสตีวี่ วันเดอร์ เรื่องของเรื่องคือ สตีวี่มาถึงเวทีคอนเสิร์ตและพบว่าแทร็คเพลงที่เขาอัดไว้ล่วงหน้าเพื่อจะใช้ในคอนเสิร์ตหายไป ฮีโกรธมากบอกไม่มีก็เล่นไม่ได้แล้วเดินออกจากคอนเสิร์ตดื้อๆพร้อมวง จึงเกิดเหตุการณ์โกลาหลฉุกละหุก ผู้จัดต้องหาคนมาร้องเพลงเสียบแทนเวลาสตีวี่ก่อนคิวต่อไป ปรากฏว่าไปคว้าเอาเทรซี่นักร้องหน้าใหม่ซึ่งร้องคิวตัวเองจบไปแล้วมาลงแทนซ้ำ เทรซี่ได้แสดงถึงสองครั้งในคืนนั้น ทำให้เพลงทั้งสองที่ร้องคือ Fast Car และ Talkin’ ‘Bout a Revolution” จากอัลบั้มแรกที่เพิ่งออกไม่นานและขายไปได้เพียง 250,000 ชุดนั้นดังระเบิด เธอแจ้งเกิดเป็นพลุโด่ง สองสัปดาห์หลังคอนเสิร์ตยอดขายพุ่งไป 2 ล้าน คอนเสิร์ตแมนเดล่าที่ฉันเป็นประจักษ์พยานวันนั้นเป็นวันที่ให้กำเนิดศิลปินคุณภาพเทพอีกคนแก่โลกเพลงป๊อปชื่อเทรซี่ แชปแมน

นั่นคือครั้งแรกของฉันกับเนลสัน แมนเดล่า เขาชักนำให้ฉันได้เข้าร่วมคอนเสิร์ตเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอันหนึ่งของศตวรรษ และเพลงในทศวรรษที่ 80 ก็ชักนำให้ฉันได้รู้จักกับมหาบุรุษผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของโลกคนนี้

ขอให้เนลสัน แมนเดล่าไปสู่สุคติ สมกับคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า “ความตายเป็นเรื่องเลี่ยงไม่ได้ แต่หากคนใดได้ทำหน้าที่ของตนต่อประชาชนและประเทศของตัวแล้ว เขาผู้นั้นก็จะหลับตาลงได้อย่างเป็นสุขนิรันดร์”

My First Experience with Nelson Mandela
The news about the decease of Nelson Mandela took me back to an event that happened 25 years ago. Although that instance was not as significant as other subjects around Mandela like freedom or apartheid, it was a great memory and an impact to one little woman.

During university’s summer break in 1988 I took a 3-month English course in Oxford, England. When a teenager then, I listened to western pop music a lot and followed the trend seriously. 80s is the golden time for pop music, especially British pop. Hence living in the UK during that period was a lucky and blissful time, which impressed me the standard of pop music quality ever since.

And my double luck was the unexpected opportunity to attend one of the world’s greatest concerts of the century. The singer I was crazy for during those years was a Canadian rock star Bryan Adams. Back then in Thailand it was not easy to find his cassettes (yes, we were listening to cassettes then) or other souvenir merchandises. Anything about him was rare which made me even more eager to acquire them. In the UK I collected many cassettes, Long Play (and yes, sometimes we listened to LP vinyls) and other collectibles of Bryan Adams. Thus, when I heard about a concert featuring many great artists at Wembley Stadium including him, I didn’t think twice but just bought the tickets. A few Japanese friends from school would come along with me.

Only after purchasing the tickets did I realize how grandiose the concert was going to be. It was scheduled to be 11 hours non-stop, and the names of artists gave me goose bumps. They were all much more major than Bryan Adams; Sting, George Michael, Wet Wet Wet, Stevie Wonder, Eurythmics, Phil Collins, Whitney Houston, Joe Cocker, Natalie Cole, The Bee Gees, Jackson Browne, Peter Gabriel, UB40, Simple Minds, and most importantly Dire Straits with Eric Clapton as a guitarist. I was thrilled.

That concert was “The Nelson Mandela 70th Birthday Tribute” or some people call it “Free Nelson Mandela Concert.” It was broadcasted to 67 countries, and to an audience of 600 million.

That was the first time an 18-year-old girl heard about the great name “Nelson Mandela”. I was curious who he was and why he was so important that all greatest artists of the world came together to do a concert for him. I researched and found out that the concert was to raise consciousness around the world of the imprisonment of Nelson Mandela who was the leader of anti-apartheid movement as well as other movers. It was aim to give pressure to the South African apartheid government to release Nelson Mandela earlier than would otherwise have happened. But the concert could not be viewed as a political agenda otherwise it would not be televised in many countries. Thus, the approach was decided to be a birthday tribute to Mandela, which was more positive, calling for him to be freed.

That was the first time I learned about the greatness of Mandela’s life. Later I had many chances to travel for work to South Africa, and I always sought to learn more about him and his impressive gravity. But today I am going to talk only about the concert in the summer of 1988.

On the 10th of June 1988 I caught a bus from Oxford to London alone. I spent a night at the Thai Embassy dorm as usual and left for Wembley in the morning of the 11th. I had little cash on me and didn’t know the way but my motivation was so big. My Japanese friends and I made a rough agreement to meet up at the stadium. Without cell phones in those days we somehow managed to meet among ten thousand people. We got a spot at an elevated row because we were too short to see anything from the middle of the arena. I still couldn’t believe I stood up all those 12 hours from midday to midnight without drinking, eating, or toilet breaks. I was so entertained and mesmerized with those world-class artists I didn’t expect to come together on one stage. There was a lot going on but I remember well some of them; George Michel sang a song I didn’t know, silver-haired Annie Lennox from Eurythmics sang “There Must Be An Angel” and “Sweet Dreams”, and Phil Collins was playing his drum set. I remembered screaming on top of my lungs when Wet Wet Wet appeared although they didn’t perform “With a Little Help From My Friends” which went to number one on the chart in that year. I remember The Bee Gees singing “You Win Again” and UB40 featuring “ I Got you Babe.” Whitney Houston took the stage for a long time with many songs. Actually other ‘divine’ artists didn’t want this ‘diva’ to be part of it saying the show needed more grit. But the organizer insisted they need her to generate mass PR as the name Nelson Mandela was not familiar in many countries. So Whitney ended up singing all her top hits like “Didn’t We Almost Have It All,” “Where do Broken Hearts Go,” “How Will I Know,” “I Wanna Dance with Somebody,” and “Greatest Love of All.” Another vivid memory is Stevie Wonder in black shades performing “I Just Called to Say I Love You,” and of course my hero who brought me to the concert; Bryan Adams appeared in the middle of the show with one of my favorite songs “Somebody.”
Near midnight Dire Strait with Eric Clapton lit up our night with many songs, especially the one before last to close the concert: “Wonderful Tonight” put a spellbound to the audience with Clapton’s magic under the black velvet sky.

After the concert that night tubes from Wembley opened free of charge for happy audience to board back home. I took the tube to Marble Arch to catch the bus back to Oxford. It was late at night but I was still wide awake savoring recent experience in my head on the bus. I didn’t expect such an epic event that summer. And it was registered and influenced me to become an even more loyal apostle to the music from the 80s. Even now I still listen to the 80s almost every day without tiring. I always say no other pop music beats the golden era of the 80s. And later I learned a few phenomenons of the 80s music that were a consequence from that Mandela concert. One is; that night Paul Young who covered the song “Don’t Dream It’s Over” by Crowded House found that the audience liked it very much. He then decided to include the song in his album in 1991, which became such a success on the chart. Had he not perform it at the Mandela concert, he wouldn’t have known. Also, I didn’t realize when I was enjoying his show that I was witnessing his first experiment that would later become a happening. A more impressive phenomenon is the birth of Tracy Chapman’s stardom on that stage, which was a sheer accident. The story is; Stevie Wonder arrived to the concert finding that a hard disc containing 25 minutes of synthesized music for his show was missing. He said he could not play without it, turned round, and walked out of the stadium with his band. The organizer had to fill in time gap before the next artist. Tracy Chapman who already performed her song agreed to reappear. She was a newcomer and sold only 250,000 records then. But her two appearances that night made 2 songs from the first album “Fast Car” and Talkin’ ‘Bout a Revolution” a sudden hit. In the following 2 weeks she was said to sell 2 million copies of the album. I couldn’t believe I, again, witnessed an event at Mandela concert where another world’s divine pop star was born.

That was my first experience with the name “Nelson Mandela.” He brought me to participate in one of the world’s phenomenal concerts of the century. And the music from the 80s brought me to know about this celebrated man of the world.

May Nelson Mandela rest in peace. As he once said: “Death is something inevitable. When a man has done what he considers to be his duty to his people and his country, he can rest in peace.”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s