India Makes me Cry (Part I) น้ำตาหลั่ง…ที่อินเดีย (ภาค 1)

Juhu Beach, Mumbai (Photo credit: Lonelyplanet.com)

Juhu Beach, Mumbai (Photo credit: Lonelyplanet.com)


First of all, you have to understand that I am Thai and grew up in a Thai society where a vast group of people gets frightened about the idea of going to India. They are concerned about dirt and hygiene. They cannot keep pace with fast-speaking Indian tongue. Their taste buds (actually their olfactory nodes) cannot handle the richness of spices in Indian food. And they are really uncomfortable with Indian ‘aroma’ in overall. I was also influenced by that myopia growing up.

When I was a junior manager, one day my boss told me that he wanted me to go to India for a meeting. I almost cried. I was struck in awe and was silent for a long while. My head ran wild thinking how I could generate a reasonable excuse not to go. But the boss is the boss, and business is business. I had no choice but to go. On the trip I nervously avoided getting out of the way but restricted myself at the hotel and office only. That was my first trip to India.

When I was a middle manager I made the second trip to Mumbai, India; also on an unavoidable business agenda. And that was the first time India made me cry.

This time I had some colleagues on the trip, so I was brave to explore the city a bit more. One colleague is an Indian born in Thailand who has some relatives living there. She wanted to visit her aunt whom she hadn’t met for long while, so we all went along. After the visit aunty sent us back to hotel by her chauffeur-driven car in order for us to ‘be safe.’ However, we felt naughty and really wanted to see something authentic so we asked the chauffeur to make a ‘detour.’ I briefed him to show us somewhere he would take his family to on a Sunday evening. He gave a big smile of pride and drove us to Juhu beach. It was around 6 o’clock in the evening and the beach was fully packed with working-class Indian families. They sat on the beach in circles with food in the middle to share. You could see that despite many food stands around, most of them brought food from home. Maybe it was cheaper. It was simply an Indian Sunday family picnic on the beach. People looked rather poor, the sea was dirty, the beach was crowded, the facility was bare but everybody seemed happy. I heard laughter and saw smiles everywhere. I walked pass them to the area where there were fairground rides. Loud laughter and screams from the swinging Viking caught my attention. Wait… that Viking was being swung by two men on opposite ends. They pushed the boat-shaped craft full of maybe 30 people forward to one another in rhythm. That ride was human-powered! Two humans. Strong enough to rock the whole boat into happiness!

But the next ride was even more fascinating. It was a Wheel of Ferris. “No…that can’t be true….” I couldn’t believe my eyes when I saw two thin men; one was climbing up the axle in the middle of the Wheel, and when he reached the top of it, he let go of his feet, held on to the part of one chair, and use his weight to pull the Wheel down. As soon as he let go to dangle in the air, the other man on the floor started to climb up the same axle. The first man would land back on the ground right when the second man reached the top, and he would start climbing up again. They rotated the Wheel by taking turns climbing and dangling. I never expected to see a human-powered Wheel of Ferris. In fact, I never imagined one. I watched the circles of operation in amazement for a while. Those two men looked so poor in their brown shirt and trousers that were once white but they moved diligently on their duty.

They were working hard and this indeed qualified to be called ‘hard-earned money,’ And people on the Wheel….they were not less ecstatic on that man-powered ride than us on a fancy one in a world-famous theme park. I was standing among the most beautiful laughter of joy. Widely-opened smiles. Echoing giggles. Joyous screams. All on that Wheel of Ferris in front of the backdrop of the golden setting sun. It was so beautiful. Suddenly I realized happiness could be very simple, and we didn’t need much to attain it. In fact, poverty is the source of creativity to obtain what we want. In the end, rich or poor, we can have the same and equal enjoyment from a similar means. And there in the silhouette of the sunset, my tears were pouring down. India made me cry, with a smile and enlightenment from what I saw on the beach of Juhu.

(To be continued. Time off to wipe my tears.)

น้ำตาหลั่ง…ที่อินเดีย (ภาค 1)

อย่างแรกต้องเกริ่นก่อนว่าฉันก็เหมือนคนไทยทั่วไปที่โตขึ้นมากับความคิดที่ไม่ค่อยปลื้มนักกับอินเดีย พูดถึงอินเดียก็มีแต่คนบ่นว่าสกปรก แขกพูดเร็วฟังไม่รู้เรื่อง ตัวเหม็น บ้านเมืองเหม็น อาหารเหม็นเครื่องเทศกินไม่ได้ ไม่อยากไป ไม่ไปเด็ดขาด ตอนเด็กๆฉันก็ฟังจนกลัวไปด้วยโดยที่ไม่เคยรู้เคยเห็นเอง

พอมาทำงานในช่วงสองสามปีแรก วันหนึ่งนายสั่งว่าให้ไปประชุมที่อินเดีย ฉันได้ยินแล้วแทบร้องไห้โฮออกมา แต่ด้วยความกลัวจึงได้แต่นั่งเงียบ ในหัวเริ่มคิดหาเหตุผลมาอ้างจะได้ไม่ต้องไป แต่นายก็คือนาย งานก็คืองาน ในที่สุดฉันก็ต้องไป ตลอดทั้งทริปฉันระวังตัวจนประสาทจะกลับ ไม่ยอมออกนอกเส้นทางไปไหนเลย เห็นแต่โรงแรมกับที่ทำงาน อินเดียครั้งแรกเห็นแค่นั้น พูดไม่ได้เลยว่าไปมาแล้ว

หลายปีผ่านไปเปลี่ยนตำแหน่งเปลี่ยนนาย ได้คำสั่งว่าให้ไปเมืองมุมไบที่อินเดียอีกเป็นครั้งที่สอง และครั้งนี้แหละที่อินเดียทำให้ฉันหลั่งน้ำตาเป็นครั้งแรก

แต่หนนี้มีเพื่อนร่วมงานไปด้วยหลายคน ฉันเลยกล้าซ่าขอชมเมืองบ้างนิดหน่อย ไปถึงล่วงหน้าประชุมหนึ่งวันวันอาทิตย์ น้องที่ไปด้วยเป็นเด็กอินเดียที่เกิดเมืองไทย อยากแวะไปเยี่ยมคุณป้าที่ไม่เจอกันมานานแล้ว เราเลยแห่ตามกันไปดูบ้านแขกแท้ๆที่ทัวร์ท่องเที่ยวไม่มีทางพาไปเห็น หลังจากกินน้ำชาแกล้มซาโมซ่าที่คนรับใช้เป็นชายล้วนเข้าครัวทำให้แล้ว คุณป้าก็ส่งเรากลับโดยให้คนขับรถมาส่ง กำชับไม่ให้ออกนอกลู่นอกทางเพื่อความปลอดภัย แต่พอเราเห็นว่ามีคนท้องถิ่นดูแลก็ชักซ่า สั่งให้คนรถพาชมเมือง ด้วยความที่อยากเห็นอะไรที่เป็นพื้นเมืองแท้ฉันจึงบอกเขาว่าให้พาไปที่ที่เขาจะพาครอบครัวไปในเย็นย่ำวันอาทิตย์อย่างนี้แหละ อาบังยิ้มกว้างอย่างถูกใจส่ายหัวซ้ายขวาแล้วบึ่งรถปุเลงๆพาเราไปยังชายหาดจูฮูในบัดดล ตอนเราไปถึงนั้นเวลาประมาณหกโมงเย็น หาดใหญ่โค้งยาวนั้นแน่นขนัดไปด้วยแขกสะพรึ่บพรั่บหลากสีส่าหรี แต่ละครอบครัวนั่งล้อมวงปูเสื่อบนทรายรอบปิ่นโตจานชามอาหาร ยกมือเปิบกันอย่างเอร็ดอร่อยครึกครื้น เรียงติดกันเป็นพืดไปหมด แม้ในบริเวณจะมีซุ้มขายอาหารมากมายแต่เห็นได้ชัดว่าอีนี่ต่างหอบอาหารมาจากบ้านกันทั้งนั้น มันคงจะราคาถูกกว่าซื้อเขากิน ภาพที่เห็นนั้นคือบรรยากาศปิคนิคยามเย็นของชาวพื้นเมืองอินตะระเดียชนชั้นแรงงานนั่นเอง ผู้คนแลดูปอนๆ หาดเขรอะๆ น้ำทะเลขุ่นคลั่กสกปรกไม่มีใครกล้าแตะ ไม่มีที่นั่งห้องน้ำหรือสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆในบริเวณ แต่บรรยากาศผู้คนดูมีความสุขกันเหลือเกิน เสียงหัวเราะและรอยยิ้มกระจายล้อมรอบตัว ฉันเดินไปยังบริเวณที่มีบรรดาเครื่องเล่นต่างๆ ได้ยินเสียงหัวเราะร้องกรี๊ดกร๊าดมาจากเรือไวกิ้งที่โยนตัวอยู่กลางอากาศจึงหยุดมองดู เดี๋ยวก่อน…. นั่นมันคือชายแขกผอมแกร็นสองคนนี่นาที่กำลังยืนแกว่งผลักหัวเรืออยู่คนละด้าน สลับกันผลักเรือที่เต็มไปด้วยคนสักสามสิบคนได้ให้ไกวไป สร้างความหวาดเสียวครื้นเครงจนกรีดร้องอย่างมีความสุข เรือไวกิ้งพลังมนุษย์แขก!

แต่ที่ต้องอ้าปากค้างด้วยความเหลือเชื่อยิ่งกว่าคือชิงช้าสวรรค์ ฉันแทบไม่เชื่อสายตาเมื่อเห็นอาบังผอมเกร็งสองคนบังคับการโล้ชิงช้าโดยที่คนหนึ่งปีนกะไดที่แกนวงล้อจากพื้นขึ้นไปบนยอด พอถึงด้านบนสุดก็ใช้สองมือเกี่ยวโหนตะกร้าเก้าอี้ปล่อยเท้าห้อยต่องแต่งใช้น้ำหนักตัวเองถ่วงให้กงล้อหมุนลงสู่พื้น ขณะที่ชายคนแรกถึงบนยอดและเริ่มปล่อยตัวโหนลงมานั้น ชายคนที่สองที่พื้นก็เริ่มไต่บันไดขึ้นไปในแบบเดียวกัน เขากะจังหวะได้พอดีกันเป๊ะให้คนที่สองปีนขึ้นไปถึงยอดพร้อมกับที่คนแรกถ่วงโล้ชิงช้าลงมาแตะพื้น พอคนที่สองเริ่มโหนปล่อยตัวคนแรกก็ไต่กลับขึ้นไปใหม่ สลับกันเป็นจังหวะพอดิบพอดีรอบแล้วรอบเล่า แกว่งชิงช้าสร้างความบันเทิงด้วยพลังแขนและขาได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เกิดมาฉันก็ไม่คาดว่าจะได้เห็นชิงช้าสวรรค์พลังงานมนุษย์ มัวแต่ตะลึงมองด้วยความอัศจรรย์ใจอยู่พักใหญ่ ชายสองคนนั้นแต่ตัวด้วยเสื้อกางเกงผ้าฝ้ายขมุกขมอมที่คงเคยเป็นสีขาวเมื่อชาติที่แล้ว แต่เขามุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันไม่แสดงถึงความเหนื่อยยากเลย ผู้คนบนชิงช้าต่างล้วนดูมีความสุขไม่น้อยไปกว่าเวลาเราไปขึ้นเครื่องเล่นในสวนสนุกชื่อก้องโลกแม่แต่น้อย ณ.ขณะนั้น ฉันได้ยืนอยู่ท่ามกลางเสียงหัวเราะที่ไพเราะที่สุดในโลก มันก้องกังวาลไปทั้งหาดและมีแต่ใบหน้าเปื้อนยิ้มรอบตัวเต็มไปหมด ภาพแห่งความสุขนั้นเกิดขึ้นบนชิงช้าสวรรค์ที่ละล่องลอยทาทับบนฉากเงาสีส้มดำยามตะวันยอแสง มันช่างสวยงามเหลือเกิน และฉันก็นึกรู้ได้ทันทีว่า ความสุขนั้นมันหาได้ง่ายๆอย่างไม่ต้องจ่ายเงินแพงๆเสมอไป จริงๆแล้วความขัดสนนี่แหละเป็นตัวที่บันดาลให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการให้ได้มาซึ่งความสุข ไม่ว่าจะมีหรือจน ก็มีความสุขได้เท่าๆกันจากสิ่งที่เหมือนกัน จะพลังคนหรือพลังไฟฟ้ามันก็ชิงช้าสวรรค์ที่ไกวไปได้เหมือนกัน และตรงที่แสงสุดท้ายเมื่อตะวันลับไปนั้นเอง น้ำตาของฉันก็ไหลริน อินเดียได้คั้นน้ำตาของฉันให้หลั่งออกมา พร้อมด้วยรอยยิ้มบนแก้มและปัญญาที่เกิดบนหาดจูฮู

(ต่อสัปดาห์หน้านะคะ ขอไปเช็ดน้ำตาก่อน)

IMG_0175

2 comments on “India Makes me Cry (Part I) น้ำตาหลั่ง…ที่อินเดีย (ภาค 1)

  1. PJ says:

    very nice. thanks. yes, happiness is found in the small things in life. it’s a blessing to be able to see such quality of life.🙂

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s