The Acolyte Travel ติดสอยห้อยตามเที่ยว

A bookstore in Lyon

A bookstore in Lyon

When I was working for a giant global corporation, my work took me to travel more than 100 days per year. At the peak year I accumulated 140 nights sleeping in hotels and on airplanes. People think I had a perk to travel the world. But no, in reality it is more like an amazing race trying to catch the most time-efficient flights and taxis and tubes, and you have pit stops called meeting rooms where you have to perform at your best and be tested of your critical-decision-making and fast-problem-solving abilities. This is not to mention eating unhealthy airline food and hotel buffets. When the movie “Up in the Air” was made, my friends who understood said it was accurately representing my travel work life. The movie made it easier for me to describe the real picture of my work travel to those who had a misperception.

During that time, every now and then at hotel breakfast room I would see some couples enjoying the first meal of the day together that, obviously the husbands were on the business trip and the wives were accompanying. The husbands would leave the breakfast first leaving their wives to continue a great meal longer. Those ladies seemed to have a happy, relaxing life coming along with their husbands. While I was chewing my meal as fast as I could and washed it down with strong cappuccino in big gulps competing with time, I couldn’t help imagine their days while the hubbies were at work. Maybe they would go sightseeing and shopping in town, have lunch at a nice restaurant, sip afternoon tea at hotel tea room, then indulge at a spa to ease the aches in their calves from long strolling. No I never felt jealous. I just saw it that it was not and would never be my life spending a day like that. I was a working woman; to be precise, a workaholic. I enjoyed being productive in meeting rooms and beating 24 hours with crammed agendas. It was not possible to imagine myself in that situation. It was just not me.

As I wrote earlier; “Never say Never,” I should have known better life was not always in our control. Without planning I found myself being the boss of my own time and accompanying my husband on his business trips already a few times in the past year without my own agenda. After enjoying breakfast together he would take off to work and I would linger longer over my strong cappuccino. I would watch other businessmen rushing off one by one until I am one of the last ones in the breakfast room. The coffee indeed tastes better and the food more enjoyable when you don’t have to rush. Then I would get myself ready for sightseeing, shopping, afternoon tea, spa in the evening, then probably dress up to join my husband at a nice dinner. What? Whose life is that? No rushing breakfast? No meeting room? And even get to ‘see’ the cities you are in? Oh…it’s me, my life now. Let me pinch myself a few times. Ouch!

Last week I again traveled as an acolyte to my husband in Lyon. It was my first time in this French city and I never planned to visit her before. So, after my husband left the breakfast table I studied my guidebook to decide on my agenda. Lyon is quite compact but there are a few interesting places to visit. Perfect for my easy-going itinerary.
In 3 days I managed to cover most places I loosely planned. Without any stress I saw most of the city. How could that be? I used to tightly plan my travel itinerary and strictly followed it to cover everything. Now that I had to be flexible on my own program to accommodate my husband’s, I learned to improvise my exploration and adjust the pace. Surprisingly I managed to visit the fantastic Musée des Beaux-Arts, sip a drink at the bar at Opera house with a live jazz band, dine at a superb bouchon, hop in for afternoon goodies at local patisserie, walk through the old town, explore Croix-Rousse neighborhood, and stroll along Saone and Rhone rivers. Not to mention shopping where I discovered fabulous Lyonnais fashion brands like Hotel Particulier. Such an art of ‘slow travel’ I heard but never experienced!

I reflected upon it and found that what I enjoyed was not the luxury of being a Madame accompanying my husband at work, but a new way of travel that I never thought to have time for. It was about having an itinerary but ready to step out of the way, improvising the plan and ready to be surprised, and synchronizing the pace of your days with your heartbeats. Slow travel allows me to savor the experiences, to stop and smell the roses.

How nice it is that I learn endlessly from travelling. Although a bit too slow, I learned the art of slow travel after fast-forward trips in 60+ countries for many years.

สมัยยังทำงานในบริษัทใหญ่ยักษ์ข้ามชาตินั้น ฉันเดินสายทำงานเป็นว่าเล่นถึงปีละกว่าร้อยวัน ปีที่โหดสุดนั้นเป็นนกขมิ้นนอนตามโรงแรมและเครื่องบินถึง 140 วัน ใครๆชอบคิดว่าทำงานแบบนี้ดีได้เดินทางเที่ยวไปทั่ว แต่จริงๆแล้วมันเหมือนแข่งเกมอเมซิ่งเรซมากกว่า ที่ต้องวิ่งกวดจับเครื่องบินหรือรถไฟเรือเมล์อะไรก็ได้ให้ถึงที่หมายได้ทัน บางทีมีจุดพักเป็นห้องประชุมที่ไม่ได้มีไว้ให้พักเหนื่อย แต่ให้แสดงปัญญาแก้ปัญหาหรือใช้ภูมิตัดสินใจเพื่อเฉลยปริศนาในการออกเดินทางไปจุดหมายหน้า นี่ยังไม่นับว่าต้องกินอาหารแย่ๆของสายการบินหรืออาหารบุฟเฟ่ต์โรงแรมที่ไม่ดีต่อสุขภาพเลย ตอนที่ภาพยนต์“Up in the Air” มาฉายนั้น คนที่รู้ความจริงของการเดินทางทำงานของฉันต่างพูดกันว่านี่มันชีวิตเธอชัดๆ หลังจากนั้นเวลาที่ฉันจะอธิบายให้ใครเห็นภาพการเดินทางทำงานอันสวยหรูของฉันก็พูดแค่ว่าเหมือนพระเอกในเรื่องเท่านั้นเป็นอันเข้าใจและหายอยากไปตามกัน

หลายครั้งในตอนนั้นเวลากินข้าวเช้าที่โรงแรมฉันจะเห็นสามีภรรยานั่งทานอาหารด้วยกันอย่างเงียบๆน่ารัก เห็นได้ชัดว่าสามีมาทำงานส่วนภรรยาติดตามมาด้วย เพราะคุณสามีจะรีบทานอิ่มแล้วออกไปทำงานก่อน ปล่อยให้ภรรยาละเลียดทานต่ออย่างสบายมีความสุข ฉันก็รีบเคี้ยวรีบกลืนซดคาปูชิโนกระทุ้งตามเร่งจะไปทำงานเหมือนกัน แต่ก็อดนึกไม่ได้ว่าคุณแม่บ้านเหล่านั้นจะทำอะไรบ้างนะระหว่างวันที่อยู่ในต่างบ้านต่างเมืองคนเดียว สงสัยจะไปชมเมืองช้อปปิ้ง กินอาหารกลางวันที่ร้านเก๋ๆ กลับมาจิบชาตอนบ่ายที่โรงแรม แล้วเข้าสปานวดแก้เมื่อยขาตอนเย็น เปล่าเลยที่คิดนี่ฉันไม่เคยอิจฉาเลย เพราะไม่เคยเห็นว่าชีวิตตัวเองจะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร มันไม่ใช่ ฉันเป็นผู้หญิงบ้างาน สารความสุขมันจะหลั่งเวลาได้เคาะงานออกมาจากห้องประชุมและได้รู้สึกว่าชนะเวลาโดยการทำได้หลายอย่างใน 24 ชั่วโมง ไม่สามารถนึกได้ออกว่าตัวเองจะสลับบทบาทจากการเป็นผู้เดินสายปั่นงานมาเป็นผู้ติดตามได้อย่างไร

แต่อย่างที่เคยเขียนไว้ว่า อย่าพูดว่าไม่มีวัน นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ฉันเรียนรู้ว่าชีวิตเราไม่ได้กำหนดได้เสมอไป อะไรที่เคยพูดว่าไม่มีวีนนั้นมันอาจจะเกิดขึ้นเองอย่างไม่คาดคิดก็ได้ จู่ๆฉันจึงกลายมาเป็นผู้ติดตามสามีไปทำงานในที่สุด ไม่ได้ไปทำงานเอง ไม่มีโปรแกรมของตัวเอง แค่ตามไปด้วยหลายครั้งแล้ว เราจะทานอาหารเช้าด้วยกันแล้วเขาก็จะลุกออกไปทำงานก่อน ส่วนฉันก็ละเลียดคาปูชิโนหอมเข้มช้าๆอย่างมีความสุข นักธุรกิจคนอื่นๆต่างค่อยๆทะยอยลุกออกไปทำงาน จนเหลือแค่ฉันและอีกไม่กี่คนในห้องอาหาร เวลากินแบบไม่ต้องรีบนี่อาหารมันอร่อยขึ้นเยอะเลย เสร็จแล้วฉันก็จะนวยนาดเตรียมออกไปชมเมือง ช้อปปิ้ง จิบชายามบ่าย เข้าสปานวดแก้เมื่อย แล้วบางทีก็เตรียมแต่งตัวสวยรอไปทานอาหารเย็นกับสามี เอ๊ะอะไรนะ พูดถึงชีวิตใครเหรอที่ไม่ต้องรีบกินข้าวเช้าไม่ต้องเร่งไปประชุม แล้วยังได้”เห็น”เมืองที่ไปมากกว่าห้องประชุมอีก อ๋อ ชีวิตใหม่ไม่คาดคิดของฉันเอง เดี๋ยวนะ ขอหยิกตัวเองก่อน….โอ๊ย….

อาทิตย์ที่แล้วฉันก็ได้ทำตัวเป็นผู้ติดสอยห้อยตามสามีไปประชุมอีกที่เมืองลียง ฝรั่งเศส ซึ่งไม่เคยวางแผนจะมาเลย ดังนั้นพอคุณสามีลุกจากโต๊ะอาหารเช้าไปทำงานแล้วฉันจึงนั่งกินไปอ่านไกด์บุคไปแล้วเริ่มวางแผนลุยเมือง ลียงเป็นเมืองไม่ใหญ่เกิน ฉันจึงกะจะเดินอย่างเดียวเลย ไหนๆก็มีเวลาเหลือเฟือ เดินไปดูไปเรื่อยๆมาเรียงๆนี่แหละ เท่าไหนเท่านั้น

แต่ปรากฎว่าในสามวันฉันเที่ยวชมได้เกือบครบที่เตรียมไว้อย่างไม่เครียดที่จะต้องทำเวลาเลย แปลกจริง ปกติเคยแต่วางโปรแกรมไว้อัดแน่นและเป๊ะๆเพื่อเก็บให้ครบ แต่พอตอนนี้ที่ฉันต้องทำตัวให้พร้อมที่จะปรับเวลาให้เข้ากับเวลาสามีที่อาจเลิกประชุมช้าหรือเร็ว ฉันกลับสามารถที่จะพลิกแพลงรายการและขยับเวลาให้เหมาะสมได้อย่างชิลๆ ผลคือได้เที่ยวชมครบสมใจที่อยากจะชม ทั้งพิพิธภัณฑ์ศิลปะ Musée des Beaux-Arts ที่แจ๋วมากๆ ไปดริ๊งค์ที่บาร์เคล้าแจ๊ซสดที่โอเปร่าเฮ้าส์ ทานอาหารฝรั่งเศสมื้อเย็นที่ร้านแบบท้องถิ่นที่เรียกว่าบูช็อง ยามบ่ายแวะกินขนมที่ร้านเบเกอรรี่อู้ฟู่แบบฝรั่งเศสแท้ เดินลัดเลาะชมย่านเมืองเก่าลียงที่น่ารักมากๆกับย่าน Croix-Rousse ที่อยู่บนเนินเขา และเดินเล่นเลียบริมแม่น้ำสองสายที่ไหลผ่านเมืองคือแม่น้ำซาโอนและโรห์น นี่ยังไม่รวมเดินช้อปปิ้งที่ฉันได้ค้นพบแบรนด์แฟชั่นจากลียงแท้เช่น Hotel Particulier นี่มันศิลปะแห่งการเที่ยวแบบเรื่อยๆมาเรียงๆหรือ ‘slow travel’ ที่เริ่มจะเป็นที่นิยมมากขึ้นชัดๆ!

มานั่งคิดดูฉันไม่ได้ชอบทริปแบบนี้เพราะว่าได้เป็นคุณนายตามไปเที่ยวหรอก แต่ชอบที่ได้ประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบใหม่ที่ไม่เคยนึกฝันว่าจะมีเวลาหรือโอกาสได้ทำ มีโปรแกรมเที่ยวเพื่อที่จะได้ฉีกโปรแกรม ก้าวเดินไปตามใจนึกและพร้อมที่จะเจอกับสิ่งที่ไม่คาดคิด ปรับเวลาที่มีให้เข้ากับจังหวะของหัวใจ เรื่อยๆมาเรียงๆและพร้อมที่จะดื่มด่ำกับประสบการณ์หอมหวานที่ผ่านเข้ามาอย่างช้าๆ นานๆเท่าที่ใจต้องการ

การเดินทางสอนฉันได้ไม่รู้จบจริงๆ ถึงจะช้าไปหน่อย แต่ฉันก็ได้เรียนรู้ศิลปะแห่งการเดินทางแบบช้าๆหลังจากที่วิ่งเร็วในกว่า 60 ประเทศมาเสียหลายปี




Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in: Logo

You are commenting using your account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )


Connecting to %s